วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2558

หนังสือเล่มที่ 36 : มีของดีต้องให้คนอื่น ขโมย | Show your work




หนังสือเล่มที่ 36 ที่ผมอ่านจบในปีนี้ ชื่อว่า “มีของดีต้องให้คนอื่นขโมย หรือ Show your  work “เขียนโดย Austin Kleon   แปลโดย  “อรณี อรุณีกุล และ ทสมา วรรธนะภูติ”   เป็นหนังสือเกี่ยวกับการสร้างตัวตนให้เป็นที่รู้จักบนโลกออนไลน์ ด้วยการแสดงผลงานของตัวเองให้โลกได้รับรู้ผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์และอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558

หนังสือเล่มที่ 35 : ศพใต้เตียง

หนังสือเล่มที่ 35 ที่ผมอ่านจบในปีนี้ ชื่อว่า “ศพใต้เตียง”  เขียนโดย “สรจักร ศิริบริรักษ์”    ซึ่งถือว่าเป็น เจ้าพ่อเรื่องสั้นหักมุม แนวฆาตกรรม เลยทีเดียว หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สร้างชื่อเสียงให้กับ “สรจักร” เป็นอย่างมาก เล่มที่ผมได้อ่านนี้ ตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 27 แล้ว ซึ่งคนรับประกันได้ถึงความเข้มข้นและสนุกสนานของหนังสือเล่มนี้

ในหนังสือ “ศพใต้เตียง” รวมเรื่องสั้นไว้ถึง 19 เรื่อง มีทั้งแนวลึกลับและแนวสยองขวัญ แต่ทุกเรื่องจบแบบหักมุม ซึ่งส่วนตัวแล้วผมชื่นชอบมาก จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ ผู้เขียนมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับยา และเรื่องทางการแพทย์เป็นอย่างดี เพราะทำงานเกี่ยวกับด้านเภสัชกรรมมาก่อน ดังนั้นทำให้การเขียนบรรยายฉากต่างๆ ในหนังสือ ดูสมจริงมาก


สรุปเป็นหนังสือ รวมเรื่องสั้นหักมุม ที่เป็นอมตะอีกเล่มหนึ่ง ผมเชื่อว่าหลายท่านคงเคยอ่านแล้ว แต่หากท่านใดยังไม่เคยอ่านมาก่อน ผมขอแนะนำเลยถ้าท่านชอบเรื่องสั้นแนวหักมุม ห้ามพลาดเล่มนี้ รวมทั้งผลงานอีกหลายๆ เล่มของนักเขียนท่านนี้  (ปัจจุบันท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว)


(หนังสือหนา 208 หน้า ราคาปก  145 บาท พิมพ์ครั้งที่ 27 เมษายน 2553 สำนักพิมพ์มติชน)



วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หนังสือเล่มที่ 34: ชีวิตผมรอดได้ด้วยสตาร์บัคส์



หนังสือเล่มที่ 34 ที่ผมอ่านจบในปีนี้   ชื่อ How Starbucks Saved My Life : ชีวิตผมรอดได้ด้วยสตาร์บัคส์”   เขียนโดยMichael Gates Gill แปลโดย  “สมลักษณ์ สว่างโรจน์”   ในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนได้เล่าถึงชีวิตของตัวเองที่ต้องกลายมาเป็นคนตกงานตอนอายุ 50 ปลายๆ  แถมยังมีโรครุมเร้าและภาวะการเงินที่เรียกได้ว่า ถังแตก   ท้ายสุดเขาได้เข้าทำงานที่ร้านกาแฟสตาร์บั๊คแห่งหนึ่ง โดยผู้ร่วมงานของเขาล้วนแต่เป็นคนหนุ่มสาวผิวสี ขณะที่เขาเป็นชายแก่ผิวขาวเพียงคนเดียวในร้านนั้น  โดยงานหลักของเขาในช่วงแรกคือ ถูพื้น และขัดห้องน้ำ

ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือ แนวคิดและวัฒนธรรมในการทำงานของร้านสตาร์บั๊คที่ให้เกียรติและให้ความเคารพกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานหรือลูกค้า ซึ่งแตกต่างจากการทำงานใน บริษัทขนาดยักษ์ที่เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง

หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วได้ข้อคิดหลายอย่างโดยเฉพาะผู้ที่ประกอบธุรกิจ หรือ ทำงานด้านการบริการ ผมมั่นใจว่าจะสามารถนำหลายๆ สิ่งที่ผู้เขียนได้เล่าไว้ในหนังสือเล่มนี้ไปประยุกต์ ใช้ในธุรกิจของตนเองได้ ส่วนสาวกหรือแฟนคลับของร้านกาแฟสตาร์บั๊คส์ อ่านจบก็คงจะอิ่มเอมปลื้มปริ่ม กับเบื้องหลังอันละเมียดละไมและใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของร้านกาแฟนี้อย่างแน่นอน


(หนังสือหนา 285 หน้า  ราคาปก 230 บาท  พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2557  สำนักพิมพ์แสงดาว)


วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หนังสือ เล่มที่ 33 : ทางเลือกมีมากกว่าหนึ่ง


หนังสือเล่มที่ 33 ที่ผมอ่านจบในปีนี้ ชื่อว่า “ทางเลือกมีมากกว่าหนึ่ง” เขียนโดย  “ศิเรมอร อุณหธูป” ซึ่งผู้เขียนได้เล่าประสบการณ์ของตัวเองที่ต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยด้วยอาการภูมิแพ้อย่างหนัก จนถึงขั้นต้องลาออกจากงาน เพื่อมาพักรักษาตัวอยู่กับบ้าน  จนในที่สุดได้ค้นพบหลายๆ วิธี ในการดูแลตัวเองจนสามารถกลับมาแข็งแรงได้มากกว่าเดิม

หนังสือเล่มนี้มีน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่รักและห่วงใยในสุขภาพ  ภาษาที่ใช้นั้น อ่านง่าย ตรงไปตรงมา เล่าได้เข้าใจ และเห็นภาพชัดเจน เนื่องจากเป็นประสบการณ์ตรงของนักเขียนเอง  

(หนังสือ หนา 142 หน้า   พิมพ์ครั้งที่ 6 สำนักพิมพ์ มติชน  กันยายน 2553  ราคาปก 120  บาท)





อาจารย์บอม

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หนังสือเล่มที่ 32 : เธอ เขา เรา และร้านหนังสือ



หนังสือเล่มที่  32 ที่ผมอ่านจบในปีนี้  ชื่อ “เธอ เขา เรา และร้านหนังสือ”  โดย  “สุพัตรา”  เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ที่บอกเล่าความประทับใจของเธอ เกี่ยวกับร้านหนังสือต่างๆ ที่เธอได้ไปเยือนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งเสน่ห์และความน่ารักของร้านหนังสือแต่ละร้าน  นอกจากนั้นเธอยังได้สะท้อนอีกมุมของการดิ้นรนเพื่อให้ร้านหนังสืออยู่รอดได้ในกระแสที่คนอ่านหนังสือน้อยลงอย่างปัจจุบันนี้ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่น่าสนใจ และคนรักหนังสือไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง



(หนังสือหนา 132 หน้า ราคาปก 159 บาท  พิมพ์ครั้งแรก โดยแพรวสำนักพิมพ์  เมษายน 2556 )


วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หนังสือ เล่มที่ 31 : คิดเป็นเห็นทางรวย


หนังสือเล่มที่ 31 ที่ผมอ่านจบในปีนี้ ชื่อ “คิดเป็นเห็นทางรวย” โดย "โรเจอร์ แฮมิลตัน" ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่งให้กับผู้บริหารและ CEO  ทั่วเอเชีย แปลโดย "กฤต พิทักษ์นราธรรมและสุพิชชา  สัจจะมโนชัย"

หนังสือเล่มนี้บอกถึงวิธีคิดและวิธีการในการนำคนเราไปสู่ความมั่งคั่งที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องเงินหรือทรัพย์สิน แต่ยังรวมถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและเป็นอิสระ ผู้เขียนใช้วิธีการบอกเล่าแต่ละเคล็ดลับผ่านตัวละครที่เป็นเด็กอายุเก้าขวบซึ่งครอบครัวยากจนและทำงานหนักมาเกือบตลอดชีวิต  โดยเด็กคนนี้ได้ไปหาผู้ร่ำวยแต่ละคนและได้เคล็ดลับแต่ละข้อในการสร้างความมั่งคั่งจากแต่ละคนมา  ถือเป็นหนังสือแนว How to ที่มีการเล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจโดยใช้เด็กเป็นตัวเดินเรื่อง   ทำให้เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ไม่หนักสมองจนเกินไป และทำให้คนอ่านสามารถคิดตามไปด้วยได้ง่ายขึ้น  


(หนังสือหนา135 หน้า ราคาปก 150 บาท  พิมพ์ครั้งที่ 8 เดือนมีนาคม 2553 )






วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หนังสือเล่มที่ 30 : ข้อคิดเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย

หนังสือเล่มที่ 30 ที่ผมอ่านจบในปีนี้ ชื่อ "ข้อคิดเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย" โดย " ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช" เป็นการรวบรวมข้อเขียนของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่เขียนไว้เนื่องในวาระต่างๆ มารวมเป็นเล่ม เนื้อหามีความน่าสนใจ อ่านแล้วได้คิดและเข้าใจแต่ละช่วงของชีวิตคนเราได้ดีขึ้น ภาษาที่ใช้สละสลวยและอ่านง่าย  หนังสือมีข้อคิดและธรรมมะ เกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิตมนุษย์แฝงไว้ตลอดทั้งเล่ม 


(หนังสือหนา 95 หน้า พิมพ์ครั้งที่ 3 โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2000 เมื่อเดือนกันยายน 2548 ราคา ปก 100 บาท)


หนังสือเล่มที่ 3 (ปี 2562) กว่าจะฝ่าข้ามความตาย

หนังสือ กว่าจะฝ่าข้ามความตาย ของ หมอวิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ   เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องราวในคุกบางขวาง ซึ่งเป็นคุกสำหรับนักโทษประหาร  ...